SwitchBot Meter Pro (CO2 Monitor) ใช้งานได้โดยตรงกับโทรศัพท์ที่มีแอป SwitchBot โดยไม่ต้องมี hub ใด ๆ (ใช้แบบ standalone เดี่ยว ๆ ได้ถ้าไม่ได้ต้องการดูข้อมูลผ่านโทรศัพท์จากระยะไกล) เก็บข้อมูลในตัวมันเองได้ประมาณ 38 วัน


หน้าจอเป็นจอ LCD ไม่ใช่ E-Ink แต่ก็ถือว่าดูดีเลย มุมมองกว้างแม้จะดูจากมุมข้าง แน่นอนว่ามันไม่ดูสวยงามเท่า E-Ink หรอก แต่เพียงพอต่อการใช้งาน ดูสะดวก ชัดเจน ตัวอักษรใหญ่และหนา สวยงามพอประมาณ ตัวเครื่องเป็นวัสดุ ABS สีขาวด้าน ดูดีเรียบง่ายตามแบบ SwitchBot ด้านหลังมีรูสำหรับแขวนและมีฐานตั้งโต๊ะแบบปรับระดับได้

ข้อมูลบนจอมีบอกค่า CO2 เป็น ppm มีเกจสีบอกความอันตราย แดง เหลือง เขียว และมีบอกค่าอุณหภูมิ (สามารถเลือกได้ว่าอุณหภูมิ C หรือ F) และความชื้นสัมพัทธ์ (เซ็นเซอร์รุ่นนี้สามารถวัดอุณหภูมิและความชื้นได้ด้วย) นอกจากนั้นด้านบนก็จะมีพยากรณ์อากาศแบบหยาบ ๆ บอกเวลา และวันที่ (พวกนี้น่าจะต้องมี SwitchBot Hub เพื่อ sync ข้อมูล) ซึ่งข้อมูลที่จะแสดงบนจอพวกนี้สามารถปรับแต่งได้บ้างบางอย่างในแอป SwitchBot ซึ่งค่อนข้างมีประโยชน์สำหรับคนที่มีอุปกรณ์อื่น ๆ ของ SwitchBot อยู่แล้ว เช่น ค่าอุณหภูมิและความชื้น สามารถเอาข้อมูลจากเซ็นเซอร์ SwitchBot ตัวอื่นมาแสดงได้ (ต้องใช้ SwitchBot Hub เป็นตัวกลางในการประสานงาน)

แบตเตอรีเป็นแบบ AA 2 ก้อน หรือจะเสียบไฟด้วย USB Type-C (5V 1A) ตลอดเวลาก็ได้ เท่าที่ดูหยาบ ๆ คือมันใช้ไฟไม่เคยเกิน 0.2-0.3W ไม่ได้เปลืองไฟอะไร ถ้าเสียบ USB มันจะอัปเดตการวัดค่า CO2 ถี่มาก (ตั้งได้เร็วสุดที่ 1 วินาที) แต่ถ้าไม่เสียบ (ใช้แบต) มันจะอัปเดต CO2 ทุก ๆ 30 นาทีเพื่อประหยัดพลังงาน ในกรณีที่จ่ายไฟให้มันด้วย USB ถ้าใส่แบตไว้แล้วถอดสาย USB ออก มันก็จะยังคงทำงานต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อ


ส่วนสำคัญคือเรื่อง component (ชิ้นส่วนภายใน) ที่ใช้เป็นเซ็นเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์แบบ Non-Dispersive Infrared (NDIR) ยี่ห้อ Sensirion รุ่น SCD40 (อ้างอิงจากการสอบถาม SwitchBot Support) ซึ่ง Sensirion เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมเซ็นเซอร์ ถือว่าน่าสนใจ แม้ผมจะไม่มีความรู้ทางเทคนิคเกี่ยวกับเซ็นเซอร์นัก กล่าวคือ การเลือกใช้ component ของ SwitchBot ถือว่าใส่ใจ ไม่ได้เอาของกาก ๆ ไม่มีชื่อเสียงมาทำผลิตภัณฑ์ จาก datasheet ของ Sensirion SCD40 ระบุว่าอายุของเซ็นเซอร์ภายใต้สภาวะการทำงานทั่วไปจะอยู่ได้มากกว่า 10 ปี ก็ถือว่าน่าประทับใจ (ส่วนมันจะอยู่ได้ตามนั้นจริงหรือไม่ หรือส่วนอื่นจะพังไปก่อนมั้ย ไม่มีใครรู้)

สิ่งที่น่ากังขาอย่างเดียวสำหรับผมคือ ถ้าเอาเข้า Matter (ผ่าน SwitchBot Hub 2) มันจะแสดงแค่ค่าอุณหภูมิและความชื้น มันไม่แสดงค่า CO2 (ปัญหาอยู่ที่ SwitchBot เองที่ยังไม่ได้ปรับแต่งให้เข้ากันกับ Matter อย่างสมบูรณ์ในขณะนี้ หากอ้างอิงตาม specifications ของ Matter จะเห็นได้ว่าตัว Matter เองรองรับการแสดงค่า CO2 ตั้งแต่ใน Matter 1.2 แล้ว โดยในปัจจุบัน ณ เวลาเขียนบทความนี้ Matter อยู่ในเวอร์ชัน 1.4) ดังนั้นคนที่คาดหวังว่าจะมีเซ็นเซอร์ CO2 ใน Matter ของตัวเองก็ต้องทำใจและรอดูไปก่อน (ในอนาคตอาจจะมีการแก้ไข แต่ไม่มีใครสัญญา)
ในกรณีส่วนตัว ผมใช้งานมันเพื่อบันทึกข้อมูล CO2 ด้วย Home Assistant ผ่าน integration SwitchBot Bluetooth อันนี้ทุกค่ามาครบ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และ CO2 ดังนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรถ้าใครคิดจะเอามาใช้แบบนี้ (แต่มันยังดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับผู้ใช้ทั่วไปนัก)


ราคาประมาณสองพันบาทต้น ๆ ถ้าในราคานี้ก็จะมีคู่ท้าชิงคือ Qingping Air Monitor Lite แพงกว่าหน่อยแต่ไม่เกิน 3 พัน อันนั้นจะวัดค่าได้เยอะกว่า SwitchBot ตัวนี้เพราะ Qingping มันมีเซ็นเซอร์ PM2.5 ด้วย รองรับ Apple Home อีก ไม่ต้องใช้ hub เป็น Wi-Fi ถ้าดูภาพรวมจากสเปคแล้วเทียบราคาดูเหมือน Qingping จะน่าสนใจกว่า แต่ผมไม่รู้ว่าการใช้งานจริงน่าพึงพอใจขนาดไหนเพราะผมไม่เคยลอง
สรุป SwitchBot Meter Pro (CO2 Monitor) เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเซ็นเซอร์วัด CO2 แบบเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ได้ (ถ้าต้องการดูจากนอกบ้านก็ต้องมี SwitchBot Hub) และคนที่อยากเอามาอ่านค่า CO2 และบันทึกใน Home Assistant ของตัวเอง (ผ่าน SwitchBot Bluetooth Integration) แต่ยังไม่เหมาะกับคนที่เป็นแฟนคลับ Matter ที่คาดหวังว่าจะเอามาเป็นเซ็นเซอร์ CO2 ใน Matter ecosystem ของตัวเอง เพราะค่า CO2 มันไม่แสดงผ่าน Matter ในปัจจุบัน หวังว่าในอนาคตมันจะมีอัปเดต
บทความต้นฉบับเผยแพร่ 9 มกราคม 2025
บทความฉบับอัปเดตล่าสุดเผยแพร่ 1 กุมภาพันธ์ 2025
